2007/May/08

When the night has come
And the land is dark
And the moon is the only light we see
No, I won't be afraid
Oh, I won't be afraid
Just as long as you stand
Stand by me, so

* Darling darling stand by me
Oh, stand by me
Oh stand, stand by me, stand by me
If the sky that we look upon
Should tumble and fall
Ot the mountain
Should crumble to the sea
I won't cry, I won't cry
No, I won't shed a tear
Just as long as you stand
Stand by me, and
(Repeat * 2 times)

Whenever you're in trouble
Won't you stand by me, oh stand by me

2007/May/03

เนื่องด้วยว่างจัด เลยหยิบ totoro มาดูเป็นรอบที่ 4

(ที่จริงยากดู be with you แต่หาไม่เจอ)

ก็เลยจะมาเขียนเก็บไว้ ที่จริงเราดูเรื่องนี้ตอนปิดเทอม ม.6 มั้ง

ตอนนั้นไปเที่ยวสมุย แล้วพี่หมอรองพงศ์เค้าพูดถึงเรื่อง spirited away

เราก็เลยไปหมามาดูมั่ง แล้วก็หาเรื่องอื่นมาดูเพิ่มด้วย

My neighbor Totoro .. เป็นเรื่องของครบครัวนึง ที่ย้ายบ้านมาอยู่แถวชนบท มีพ่อ แม่(ป่วยอยู่โรงพยาบาล) ซึทสึกิ และเมย์

คุณพ่อเป็นอ.สอนมหาลัย ทำให้เด็กๆได้อ่านหนังสือเยอะ

สังเกตจากอะไรๆก็ เหมือนในหนังสือใช่มั้ยคะ

บ้านหลังใหม่ เป็นบ้านเก่าๆ มีคุณยายคอยดูแลให้ ยายคนนี้หน้าตาตลกดี แต่ใจดีมากๆ

อย่างแนกที่เด็กน้อย 2 คนเจอก็คือ มัคคุโระคุโระสุเกะ เป็นตัวดำๆเวลาเรามาจากที่สว่าง แล้วพอเจอที่มืดมันจะเห็นอะไรดำๆอะ

(ประมาณหน้ามืดป่าวหว่า)

เด็กๆนี่ก็กลัว แต่ก็แหกปากใส่ ขู่ไว้ก่อนอะแหละ น่ารักมากๆ

แล้วคุณพ่อก็ให้หาบันไดขึ้นชั้น 2 ตรงนี้จะเห็นได้เลยว่าเมย์ชอบทำตามพี่

ซัทสึกิเดินไปไหน ก็จะเดินตาม แบบวัดรอยเท้ากันเลย

แล้วยังรับรู้ได้อีกว่า เมย์เป็นเด็กที่หลงทางง่ายมากๆ

วันแรกที่ซัทสึกิไปโรงเรียนก็ทำข้าวกล่องไปกิน ทำให้เมย์ด้วยหละ

เมย์ก็ถือมันไว้ตลอด คอยถามพ่อว่าเที่ยงรึยังๆ (ประมาณว่าเห่อแหละ)

จนเมย์เดินเที่ยวเล่นไปเรื่อยๆ แล้วเจอตัว chibi totoro ละก็ตามไปๆ

จนได้เจอ totoro เขื่อง ตัวเบ้งๆ (ตัวใหญ่มากเลยนะ)

เมย์สะดุ้งตื่นเพราะซัทสึกิมาปลุก

แต่ก็ไม่มีใครได้เห็นโตโตโร่เลย โตโตโร่ในหนังสือนี่แหละ

แต่พ่อ และพี่ก็เชื่อเมย์นะ

จริงๆเนื้อเรื่องมันไม่มีอะไรเลยอะ เอาตรงที่ประทับใจๆละกัน

ตอนที่ไปเยี่ยมแม่ที่รพ. แล้วแม่หวีผมให้ซัทสึกิ ตอนนี้จี๊ดมากๆ

เหมือนกับเด็กที่ไม่ได้อยู่ใกล้ๆแม่อะ มันอ่อนโยนมากเลยนะ

แล้วเมย์ก็จะเอาไปโม้ว่า ถ้าแม่กลับมาแล้วจะนอนกับเมย์

วันนึง สองพี่น้องก็ได้เจอโตโตโระจนได้ ที่ป้ายรถเมล์

วันนั้นฝนตก ซัทสึกิเลยให้ยืมร่ม แล้วโตโตโระก็ให้ของขวัญมา

เป็นเมล็ดอะไรนี่แหละ (ลูกโอ๊คมั้ง) เด็กน้อยก็เอามาปลูก

เมย์ถามทุกวันเลยว่าเมื่อไหร่มันจะงอก พ่อเลยบอกว่าโตโตโระคงจะรู้

คืนนั้นเอง โตโตโระก็มากระโดดไปมาที่แปลง

เด็กน้อยสองคนก็เดินออก ต้นไม้มันก็ปุ๊ดๆๆ งอกขึ้นมาซะงั้นหนะ

เช้าวันใหม่ มันก็งอกจริงๆนะ เราชอบมากเลยที่พูดว่า

คือความฝัน แต่ก็ไม่ใช่ความฝัน คือความฝัน แต่ก็ไม่ใช่ความฝัน

......

ตัดไปตอนที่มีข่าวดีว่าแม่จะได้กลับมาบ้าน เมย์คงดีใจมาก

ไปเก็บข้าวโพดมาไว้ให้แม่กิน หวงมากๆเลยะ ถือไว้ตลอด

แต่แล้วมีเหตุทำให้แม่ยังกลับไม่ได้ ซัทสึกิเลยว่าไป

ว่าอยากให้แม่ตายรึไง (เริ่มเครียดแล้วอะ)

ซัทสึกิตื่นมาอีกที เจอคุณยายมาปลอบ จนร้องไห้โฮเลย

ที่จริงตอนแรกๆซัทสึกิดูเข้มแข็งมากๆนะ

แล้วเมย์ก็หายตัวไป จนต้องตามหากันให้วุ่นวายยยยย

ซัทสึกินึกถึงโตโตโระขึ้นมา เลยไปขอให้ช่วย

โตโตโระชอบซัทสึกิอะ เห็นแก้มแดงเชียว แหนะๆๆๆ

แล้วก็ได้นั่ง neko bus ไปหาเมย์จนเจอ

แล้วก็ได้เอาข้าวโพดไปให้แม่ สมใจ.....

2007/May/02

วันนี้ ดึกๆดื่นๆ เรายังไม่นอน เพราะเราติดลมกับการอ่านสเปสเมื่อครั้งเก่าก่อน ฮ่าๆ
ตั้งแต่ครั้งแรกที่เขียนเลยนะ ผ่านมาจะ 2 ปีแล้ว มันเหมือนได้มองกลับไปดูตัวเอง
รู้สึกจริงๆนะ ว่าเราเปลี่ยนไป ในทางที่ดีขึ้นด้วย (เราชอบอะ ที่เราเปลี่ยนเป็นแบบนี้)
เริ่มเขียนตอนจะขึ้นม.6 สมัยนั้นเราเรียนเตรียมนะ
(พวกสัตวะบางคนอาจไม่รู้ แล้วชอบทำหน้าตื่นเต้น ประมาณว่าหน้าโง่ๆอย่างแกอยู่เตรียมด้วยเรอะ รู้ไว้ซะ)
วันๆเราก็จะมาบ่นว่าเรียนยาก ขี้เกียจเรียน จะสอบอีกแล้ว ฟิสิกส์ยากจัง ทำเลขไม่ได้
วันนี้ไปไม่ทัน บ่นว่าไม่ชอบคนนี้เลย โรบอตน่าเบื่อ กลับบ้านช้า ไม่ได้อ่านหนังสือ
พออ่านแล้ว เหมือนเราได้กลับไปนั่งที่หลังห้อง 29 เลยอะ ที่นั่งประจำของเรา อ.ไม่ค่อยเรียกด้วย
หนังสือที่ชอบอ่านนี่ก็จะเป็นพวก external time เลยอะ อย่าง the body ที่เราบอกว่าสนุกนักหนา
(มันปลูกฝังนิสัยรักการอ่านภาษาอังกฤษของเราเลย วันนี้เราก็อ่าน winn dixie จบไปแล้ว เรื่อยๆมาก)
ถ้าจะให้เราพูดถึงตัวเองเมื่อก่อน ก็จะเป็นคนตรงๆเลยอะ รู้สึกยังไงก็ทำอย่างนั้น แล้วจะค่อนข้างขี้เหงา
เจออากาศหนาวและฝนไม่ค่อยได้ มันจะพาลเอาเหงาอยู่เรื่อย(ที่สำคัญ มันจะตื่นไปเรียนไม่ทัน)
มีอะไรเกิดขึ้นเราจะไม่ค่อยปล่อยเลย จะเก็บๆๆมาคิดอยู่อย่างนั้น แอบขี้หงุดหงิดด้วยอะ
แต่อย่าคิดว่าเราไม่มีข้อดีนะ ข้อดีคงมีบ้างแหละ
รู้มั้ยว่าเราเปลี่ยนไปตอนไหน ถ้าลองย้อนไปอ่านช่วงเดือนก.ค.- ส.ค.49 มั้ง จะพบกับจุดเปลี่ยน
มันเป็นช่วงที่เราต้องเจอกับเรื่องซวยๆ (ถ้ามาถามอีก เราก็ร้องไห้อีก แต่ก็อยากเล่า)
ช่วงนั้น sensitive มากใครมาสะกิดนิดนึง เราร้องไห้โฮเลย (เรื่องรักบี้อะแหละ)
มันทำให้เราได้คุยกับคนมากขึ้น และลึกขึ้น เราได้รู้จักแล้วว่าใครรักเราจริง เพื่อน พี่ คนไหนรักเรา
แล้วเราก็จะพยายามให้มันเป็นอย่างนี้ไปนานๆ ตามคำพี่สอน
เมื่อก่อนเราจะแคร์ไงว่า เราทำอย่างนี้ ทำไมคนเอาไปพูดกันอีกอย่างวะ ใส่หน้ากาก ไรเงี้ย
แต่พอเราคิดขึ้นมาว่า แค่คนที่เรารัก และเค้ารักเราเข้าใจ เราก็พอแล้ว
บางเหตุการณ์ เรากลับมาถามแค่ 2-3 คน โอเคละ สบายใจ เค้าเข้าใจ เรามีวคามสุขละ คนอื่นว่าไง เราไม่สน
พูดไปเดี๋ยวยาว เอาเป็นว่า นั่นคือจุดเปลี่ยนของเราเลยอะ แบบค่อยๆนะ
เรามารูสึกตัวว่าเราเปลี่ยนไปเพราะ เจอแบบนี้ ทำไมเพื่อนยังคิดอยู่นะ เราไม่เห็นคิดเลย แอบรู้สึกได้ละ
แต่จะชัดมากๆ ตอ สพ.อ. ปลายปีเลยอะ เจอเหตุการณ์ช่วงก่อนค่ายย่อยที่ปี 1 มันอ่อนแอกันไป แล้วเรารู้สึกเลย
เราเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ ยังไงเราก็อยู่ได้ สบายตัวขึ้นแล้ว เย่ๆๆๆๆๆ
ที่พล่ามมานี่แค่จะบอกว่า เขียนบันทึกมันก็ดีไง เอาไว้มองตัวเองโต แล้วเมื่อไหร่เราเริ่มรู้สึกว่าตัวเองงี่เง่าอีกครั้ง
จะได้รีบปรับปรุงตัว
รุ่นพี่ชอบถามว่า ไอ้เหมี่ยว แกจะซิ่วมั้ย เราก็จะบอกว่า ไม่หรอก เพราะอยู่คณะนี้แล้วแข็งแกร่ง (เอ้า จริงๆนะ)
สิ่งที่เรายังทำเหมือนเดิมคือ ฟังเพลงเดิมๆ นอนตื่นสาย ไปเรียนไม่ทัน ขี้เกียจอ่านหนังสือ
และไม่น่าเชื่อ 4 ปีที่ผ่านมานี่ไม่มีใครมากุ๊กกิ๊ก กระดุ๊กกระดิ๊กกับเราเลย
เช้ดโด้....เช้ดดดดดดดดดดด
ดีใจจริงๆที่เขียนสเปส มันคือที่ว่างของเราจริงๆ กด plublish แม่งก็เป็นอดีตไปอีกแล้วอะ
มัน only yesterday
เมื่อก่อนเราฮิตพูดว่า let it be เพราะอินจัดกับหนังสือ as time goes by
ถ้าตกหลุมรักใครซักคน แล้วจะรู้ว่ามันเป็นแค่นิทาน อย่างในข้างหลังภาพไง
ไปละ พรุ่งนี้มาพล่ามมมต่อ ยาวดีจริงๆ